การฝังเข็ม

ACUPUNCTURE

f1

          การฝังเข็ม นับเป็นอีกแขนงหนึ่งในการรักษาโรค ที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีการนำการฝังเข็มมาใช้ในการรักษาโรค ควบคู่กับการรักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง วิชาฝังเข็มมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ อันยาวนานนับพันปี จากหลักฐานทางโบราณคดียุคหินใหม่ ที่ขุดค้นพบเข็มที่ฝนมาจากแท่งหิน ในลักษณะ รูปร่างต่าง ๆ เช่น เข็มกลม เข็มสามเหลี่ยม และเข็มรูปร่างคล้ายมีดสั้นนั้น ทำให้เป็นที่ยอมรับว่า การฝังเข็มมีต้นกำเนิดมาจากสังคมบุรพากาลจีนมาเป็นเวลายาวนาน ไม่ต่ำกว่า 4000 ปีมาแล้ว สันนิษฐานว่ามนุษย์ เรารู้จักนำเอาเข็มมาใช้รักษาโรค โดยการสังเกตว่า ในยามเจ็บป่วยนั้นเมื่อกดนวด หรือใช้วัตถุแข็ง เช่น หิน, กระดูก, กิ่งไม้ กดแทงลงบนส่วนของร่างกายที่รู้สึกเจ็บปวด หรือไม่สบาย จะทำให้อาการเจ็บป่วยนั้นทุเลาลงได้  

     การฝังเข็มช่วยรักษาโรคได้อย่างไร   

         จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า การฝังเข็มตามบริเวณต่างๆของร่างกาย เป็นการกระตุ้นทำให้เกิดการกหลั่งสารหลายชนิด ซึ่งตัวที่มีบทบาทสำคัญที่สุด ได้แก่ เอ็นดอร์ฟิน ที่ช่วยระงับอาการปวด และช่วยลดการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     ฝังเข็มรักษาอะไรได้บ้าง                                    

          กลุ่มอาการปวดต่างๆ เช่น ปวดศีรษะไมเกรน ปวดต้นคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน อัมพฤกษ์ อัมพาต มือเท้าชา ไหล่ติด  นอนไม่หลับ ภูมิแพ้ และ ปรับสมดุลร่างกาย

     ข้อห้ามในการฝังเข็ม

  1. ผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด
  2. สตรีมีครรภ์

ธาตุเจ้าเรือน

p1

          ตามทฤษฎีการแพทย์ไทย กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบ ด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ ละคนจะมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน ” เมื่อธาตุทั้งสี่ในร่างกายสมดุล บุคคลจะไม่เจ็บป่วย หากขาดความสมดุลมักจะเกิดความเจ็บป่วยด้วยโรค ที่เกิดจากจุดอ่อนด้านสุขภาพของแต่ละคนตามเรือนธาตุที่ขาดความสมดุล  

    ธาตุดิน

คือ คนที่เกิดเดือน๑,๒,๓ (มกราคม,กุมภาพันธ์,มีนาคม)

ลักษณะรูปร่าง: รูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ กระดูกใหญ่ ข้อกระดูกแข็งแรง น้ำหนัก  ตัวมาก ล่ำสัน 

ควรประทานอาหารรส: ฝาด หวาน มัน และเค็ม

ตัวอย่างผลไม้: มังคุด ฝรั่ง ฟักทอง เผือก ถั่วต่าง ๆ    

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน: ผักกระโดน กล้วยดิบ กระถิน ผักหวาน สะตอ ผักโขม โสน  ยอดฟักทอง   บวบ

ตัวอย่างเมนูอาหาร: ผักกูดผัดน้ำมันงา คั่วขนุน ดอกงิ้ว  ทอดไข่ แกงป่า กล้วยดิบ สะตอผัดกุ้ง เต้าส่วน วุ้นกะทิ  กล้วยบวชชี  น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด น้ำมะตูม  นมถั่วเหลือง น้ำส้ม

เกร็ดความรู้: ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน มักจะไม่ค่อยเจ็บป่วยเพราะธาตุดินเป็นที่ตั้งของกองธาตุ

p4

    ธาตุน้ำ                                                     

คือ คนที่เกิดเดือน๔,๕,๖(เมษายน,พฤษภาคม,มิถุนายน)

ลักษณะรูปร่าง: รูปร่างสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่ง ตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ทนหิว ทนร้อนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง ความรู้สึกทางเพศดี

ควรรับประทานอาหารรส: เปรี้ยวและขม หลีกเลี่ยงอาหารรสมันจัด

ตัวอย่างผลไม้: มะนาว ส้ม สับปะรด มะยม มะดัน

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน: ขี้เหล็ก แค ผักติ้ว ยอดมะกอก ยอดมะขาม มะอึก สะเดา มะระขี้นก มะระจีน มะแว้ง ใบยอ                        ตัวอย่างเมนูอาหาร: แกงขี้เหล็กปลาย่าง แกงส้มดอกแค ผัดมะระใส่ไข่ ห่อหมกใบยอ ต้มโคล้งยอดมะขาม มะยมเชื่อม สับปะรดกวน กระท้อนลอยแก้ว มะม่วงน้ำปลาหวาน น้ำมะนาว น้ำใบบัวบก  น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ มะเฟือง

เกร็ดความรู้: ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ ในช่วงอายุแรกเกิด –๑๖ ปีมักจะมีอาการเป็นหวัดคัดจมูก ตาแฉะในฤดูหนาว  จะเจ็บป่วยง่ายเพราะธาตุน้ำกำเริบ

p5

    ธาตุลม                                                      

คือ คนที่เกิดเดือน๗,๘,๙(กรกฎาคม,สิงหาคม,กันยายน)

ลักษณะรูปร่าง: ผิวหนังแห้งหยาบกร้าน รูปร่างโปร่ง ผอมบาง ข้อกระดูกมักลั่นเมื่อเคลื่อนไหว รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี                                                    

ควรรับประทานอาหารรส: เผ็ดร้อน  หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด                                                

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน: ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย กะทือ ดอกกระเจียว ขมิ้นชัน ผักคราด ช้าพลู พริกขี้หนูสด สะระแหน่ ผักแขยง ผักชีลาว ผักชีล้อม ยี่หร่า                   

ตัวอย่างเมนูอาหาร: แกงปลาดุกใส่กะทือ ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง แกงหอยขมใส่ใบช้าพลู บัวลอยน้ำขิง เต้าฮวย เต้าทึง มันต้มขิง น้ำขิง น้ำตะไคร้       

เกร็ดความรู้: ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม ในช่วงอายุ ๓๒ ปีขึ้นไป มักจะมีอาการเวียนหัว หน้ามืด เป็นลมง่าย ในฤดูฝน จะเจ็บป่วยง่าย เพราะธาตุลมกำเริบ

p3

    ธาตุไฟ                   

คนที่เกิดเดือน๑๐,๑๑,๑๒(ตุลาคม,พฤศจิกายน,ธันวาคม)      

ลักษณะรูปร่าง: มักขี้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน ผิวหนังย่น ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม ความต้องการทางเพศปานกลาง                                     

ควรรับประทานอาหารรส: ขม เย็น และจืด หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน                                             

ตัวอย่างผลไม้: แตงโม มันแกว พุทรา แอปเปิ้ล              

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน: ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด สายบัว ผักกาดจีน ผักกาดนา มะรุม มะเขือยาว ผักหนาม กระเจี๊ยบมอญ ยอดฟักทอง หยวกกล้วย                                   

ตัวอย่างเมนูอาหาร: ผัดผักบุ้ง แกงจืดตำลึง ผัดสายบัว ใส่พริก แกงส้มมะรุม แกงคูน แกงจืดมะระ ยำผักกะเฉด   ซาหริ่ม ไอศกรีม น้ำแข็งใส น้ำแตงโมปั่น น้ำใบเตย น้ำเก็กฮวย                                                     

เกร็ดความรู้: ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ ในช่วงอายุ ๑๖-๓๒ มักจะหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย เป็นคนเจ้าอารมณ์ในฤดูร้อน จะเจ็บป่วยง่าย อาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่าย เพราะธาตุไฟกำเริบ

p2

 

ตอกเส้น

T1

                การตอกเส้นเป็นการรักษาแบบพื้นบ้านล้านนา  มาแต่สมัยปู่ย่าตาทวด  อุปกรณ์ในการตอกเส้น  คือ  ฆ้อน  และลิ่ม  ซึ่งทำมาจากไม้ที่ถูกฟ้าผ่า  หรือแก่นไม้มะขาม  เพราะมีความเชื่อว่า  ทำให้พยาธิโรคาเกรงกลัว  เกรงขามสมัยก่อนใช้งาช้างหรือเขาสัตว์ทำเป็นลิ่มตอก

     อุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษา

-ฆ้อน  ทำมาจากไม้เนื้อแข็งที่ถูกฟ้าผ่า  หากเป็นไม้มะขามไม่ถูกฟ้าผ่าก็สามารถใช้ได้  เพราะโรคจะได้เกรงขาม

-ลิ่ม  ทำจากไม้เนื้อแข็งที่ถูกฟ้าผ่าและไม้มะขามความยาวประมาณ 6 นิ้ว  เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว  ลักษณะรูปทรงกรวยปลายที่วางบนผิวผู้ป่วยประมาณ 3 เซนติเมตร

-น้ำมัน  น้ำมันที่ใช้ทำมาจากหัวไพล  สะพานก๊น  เสนียดดำ(ภาคเหนือเรียกบัวลาขาว)  ขมิ้น  ตะไคร้  ว่านหางจระเข้  เสลดพังพอนทั้ง 2  ผักเสี้ยนผีดอกเหลือง  เถาวัลย์เปรียง  เถาเอ็นอ่อน

     ลักษณะท่าทางในการตอกเส้น

1.นอนคว่ำหน้า

2.นอนตะแคงขวา  แขนเหยียดตรงชิดลำ

3.นอนหงาย  แบฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง

4.นอนตะแคงซ้าย  แขนเหยียดตรงชิดลำตัว

5.ท่านั่งก้มหน้าเล็กน้อย

TT2

ยาจับโปงเข่า

         ตำรับยาจับโปงเข่าเป็นยาใช้ภายนอก เป็นสูตรตำรับของอาจารย์อภิชาต ลิมติยะโยธิน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทยมาตรวจวินิจฉัยและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพที่คลินิกบริการด้านการแพทย์แผนไทย และ มอบสูตรยาให้สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่า

   วิธีใช้ยา

  1. ประคบด้วยน้ำร้อนบริเวณที่มีอาการเพื่อขจัดสิ่งอุดตันรูขุมขน
  2. ก่อนใช้ยาต้องเขย่าขวดยาก่อนแล้วเทน้ำยาลงในสำลีแผ่นให้ชุ่ม
  3. แปะยาลงบนที่มีอาการแล้วใช้ผ้าพันให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที แล้วสังเกตอาการ

   สรรพคุณของยา 

ใช้ได้ผลดีกับโรคจับโปง โรคลำบอง โรคบวมตามข้อต่างๆมีอาการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน และมีน้ำในข้อ 

         เมื่อวิเคราะห์สมุนไพรในตำรับยาจับโปงแห้งเข่า พบว่าตำรับยาดังกล่าวประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิดและสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้

-  กลุ่มพืชที่มีสรรพคุณแก้ปวด  แก้อักเสบ  แก้บวม  แก้เส้น  เช่น  หัวดองดึง 

-  กลุ่มพืชที่มีสรรพคุณทำให้เลือดไหลเวียน เช่น พริกไทยล่อน

-  กลุ่มพืชที่รักษาอาการอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น ข่า

-  กลุ่มพืชที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย  ขับของเสีย  เช่น  ใบส้มป่อย

เหยียบเหล็กแดง

H1

         การเหยียบเหล็กแดง  เป็นวิธีการนวดพื้นบ้าน  โดยหมอพื้นบ้านผู้รักษา  ใช้เท้าเหยียบเหล็กที่กำลังเผาร้อนแดงอยู่บนเตาไฟ  แล้วเหยียบไปตามร่างกายของผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วย  คล้ายกับการย่ำขางของชาวล้านนา  แตกต่างกันบ้างในส่วนการตรวจวินิจฉัยและการรักษา  ส่วนมากใช้รักษาผู้ป่วยอัมพฤกษ์  อัมพาต  มักใช้การนวดจับเส้นและการประคบร่วมด้วย

    อุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษา

1.เตาถ่าน  เพื่อความสะดวกในปัจจุบันอาจใช้เตาแก๊สแทน

2.เหล็กสำหรับเหยียบ  ในอดีตในใช้ผาลไถนาหรือมีดดาบศาสตราวุธ  ถือเป็นการเอาเคล็ดที่จะพิชิตโรคร้าย  แต่ปัจจุบันผาลไถนาหายาก  จึงประยุกต์ใช้แหนบของรถยนต์แทน

3.น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันงา  ที่ผ่านการปลุกเสก  เป็นตัวนำพาความร้อน  ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยและบำรุงเส้นเอ็น

4.น้ำมนต์ที่ผ่านพิธีปลุกเสก  สำหรับประพรมเตาถ่าน  แผ่นเหล็ก  และน้ำมันมะพร้าว  และให้ผู้ป่วยดื่มเพื่อความเป็นศิริมงคลขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่ก่อโรค

5.ใบพลับพลึงหรือใบตอง  อาจใช้หรือไม่ใช้ก็ได้มารองเท้าก่อนเหยียบลงไปบนตัวผู้ป่วย  เพื่อบรรเทาความร้อน  และน้ำมันในใบพลับพลึงมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี

     ท่าและแนวเส้นการนวด

-ท่านอนหงาย

-ท่านอนตะแคง

-ท่านั่ง

H2H3